สิงคโปร์อาจเป็นประชานิยมมากขึ้นหลังพรรครัฐบาลได้ที่นั่งในสภาน้อยที่สุดในรอบ 55 ปี

การเมืองสิงคโปร์อาจเปลี่ยนไปเป็นประชานิยมมากขึ้น เมื่อพรรคกิจประชาชนหรือพีเอพี (PAP) ได้ที่นั่งในรัฐสภาน้อยที่สุดในรอบ 55 ปีที่บริหารประเทศ หลังการเลือกตั้งเมื่อวานนี้ ขณะที่พรรคฝ่ายค้านหลักได้ที่นั่งมากเป็นประวัติการณ์

สำนักงานการเลือกตั้งสิงคโปร์แจ้งผลการนับคะแนนว่า พรรคพีเอพีได้ 83 ที่นั่งหรือร้อยละ 89 ของที่มีการเลือกตั้งทั้งหมด 93 ที่นั่ง ครองเสียงข้างมากพอที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผ่านร่างกฎหมาย และกำหนดนโยบายโดยไม่เผชิญอุปสรรคใหญ่ แต่น้อยกว่าที่ผ่านมาที่มักได้ที่นั่งไม่ต่ำกว่าร้อยละ 93 นับตั้งแต่สิงคโปร์เป็นเอกราชในปี 2508 ขณะที่พรรคแรงงานที่เป็นพรรคฝ่ายค้านหลักได้ 10 ที่นั่ง มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

เว็บไซต์บลูมเบิร์กมองว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้อาจกระทบต่อแผนการส่งต่ออำนาจของนายกรัฐมนตรีลี เซียนลุงที่แสดงท่าทีว่าจะลงจากตำแหน่งในปี 2565 และอาจทำให้รัฐบาลต้องหันไปในโยบายประชานิยมมากขึ้น เหมือนที่เคยทำหลังการเลือกตั้งปี 2554 ที่ฝ่ายค้านได้ที่นั่งเพิ่มขึ้น 3 เท่าเป็น 6 ที่นั่ง นายกรัฐมนตรีลี วัย 68 ปี ยอมรับในเช้าวันนี้ว่า ผลการเลือกตั้งสะท้อนถึงความเจ็บปวดและความไม่แน่ใจที่ชาวสิงคโปร์มีต่อวิกฤตโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19

บลูมเบิร์กชี้ว่า ผลการเลือกตั้งสิงคโปร์อาจเป็นเครื่องเตือนรัฐบาลหลายประเทศที่ถูกตั้งคำถามเรื่องการรับมือกับโรคโควิด-19 ระบาด ที่กระทบเศรษฐกิจทั่วโลก นักวิเคราะห์บางคนมองว่า เป็นความปรกติใหม่หรือนิวนอร์มัลของการเมืองสิงคโปร์ว่า ลำพังปัญหาปากท้องอาจไม่ใช่ปัจจัยชี้ชะตาการเลือกตั้งอีกต่อไป ผู้ลงคะแนนต้องการตัวแทนในสภาที่มีความหลากหลายและความน่าเชื่อถือ รัฐบาลชุดใหม่มีภารกิจในการนำพาประเทศก้าวพ้นจากช่วงเวลาที่อลหม่านที่สุดครั้งหนึ่ง เมื่อโควิด-19 ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพี (GDP) มีแนวโน้มหดตัวถึงร้อยละ 7 ในปีนี้ อัตราว่างงานไตรมาสแรกปีนี้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้รัฐบาลออกงบประมาณพิเศษเพื่อพยุงเศรษฐกิจมากถึง 93,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 2 ล้านล้านบาท) ก็ตาม

RELATED POST

พ่อมะกัน ห่วงอนาคตลูกดาวน์ซินโดรม 2 คน ลงทุนซื้อรถให้ขายไอศกรีมหาเลี้ยงตัวเอง

นายโจเอล วีเกเนอร์ คุณพ่อชาวรัฐโอไฮโอของสหรัฐ เป็นห่วงถึงอนาคตการทำงานของลูก 2 คนที่มีอาการดาวน์ซินโดรม เพราะอายุใกล้ถึงวัยทำงานแล้วทั้งคู่ จึงใช้เงินของตัวเองซื้อรถมาคันหนึ่งเพื่อให้ขายไอศกรีมหาเลี้ยงตัวเอง ร้านขายไอศกรีมเคลื่อนที่ร้านนี้ มีชื่อว่าสเปเชียล นีต ทรีตส์ ซึ่งคนที่ตั้งชื่อให้ก็คือนางเฟรดา ภรรยาของนายโจเอล และแม่ของนางสาวแมรี เคท วัย 21 ปี และนายจอช…

น้ำมันฟื้นหนึ่งวันหลังร่วงหนัก หุ้นสหรัฐฯ พุ่ง-ทองคำปิดบวก

ราคาน้ำมันฟื้นตัว รอบ 2 เดือน ส่วนวอลล์สตรีทพุ่งแรง จากรายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนและมุมมองแง่ดีต่อเศรษฐกิจ ขณะที่ทองคำก็ขยับขึ้นเช่นกัน สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต หรือไลต์สวีตครูด งวดส่งมอบเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้น 1 ดอลลาร์ หรือ 1% ปิดที่ 67.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากร่วงลง…

โควิดส่อคืนชีพในสหรัฐฯ ไม่กี่สัปดาห์พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว

เคสผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่เพิ่มขึ้นในหลายรัฐทั่วสหรัฐฯ ก่อความกังวลแก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดวิทยา ด้วยชาวอเมริกันจำนวนมากยังคงไม่ฉีดวัคซีน ท่ามกลางการแพร่ระบาดตัวกลายพันธุ์เดลตาที่แพร่กระจายเชื้อได้ง่ายมาก เวลานี้สหรัฐฯมีค่าเฉลี่ยผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ 23,000 คนต่อวัน เพิ่มขึ้น 2 เท่าจากค่าเฉลี่ย 7 วันราวๆ 11,300 คนของเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลวิเคราะห์ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮ็อปกินส์ การฟื้นคืนของผู้ติดเชื้อในช่วงไม่กี่สัปดาห์…

UN ชี้ท่องเที่ยวสูญรายได้ $2.4 ล้านล้านปี 2020 ขณะ WHO ย้ำปัญหา ปท.รวยมีวัคซีนล้นแต่ชาติยากจนขาดแคลนจะทำโลกแพ้ศึกโควิด

รายงานยูเอ็นระบุปีที่แล้วโควิด-19 เล่นงานการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องสะบักสะบอมเสียหาย 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ คาดมูลค่าความสูญเสียสำหรับปีนี้น่าจะสูงพอๆ กัน และกว่าจะฟื้นถึงระดับก่อนวิกฤตโรคระบาดอย่างเร็วที่สุดคือปี 2023 โดยปัจจัยสำคัญคือการเร่งฉีดวัคซีนให้ประชาชน ขณะที่ WHO เตือนโลกกำลังล้มเหลวในการต่อสู้กับวิกฤตไวรัสจากความเหลื่อมล้ำในการกระจายวัคซีน รายงานที่องค์การการท่องเที่ยวโลกของสหประชาชาติ (ยูเอ็นดับเบิลยูทีโอ) ร่วมจัดทำกับองค์การการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังก์ถัด) และเปิดเผยระบุว่า การที่ประเทศกำลังพัฒนาไม่มีการฉีดวัคซีนอย่างกว้างขวางจะทำให้มูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจยิ่งพุ่งขึ้น เนื่องจากการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมหลักที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจและชีวิตประชาชนนับล้านๆ และหลายประเทศพึ่งพิงการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ…