เรื่องเกี่ยวกับ การตรวจสุขภาพหู

เรื่องเกี่ยวกับ การตรวจสุขภาพหู หากใครมีอาการหูอื้อ การได้ยินลดลง มีอาการปวดหู อาจเป็นอาการบ่งชี้ของภาวะขี้หูอุดตันได้ ก่อนจะพูดเรื่องภาวะขี้หูอุดตัน มาทำความรู้จักขี้หูกันก่อนว่า “ขี้หู” คืออะไร

ขี้หูมาจากช่องหูชั้นนอก ประกอบด้วยเยื่อบุผิวช่องหูชั้นนอกที่หลุดลอก (epithelial cells) ไขมัน และสารที่ผลิตจากต่อมเหงื่อ (sebum with secretions from modified apocrine sweat glands) อาจพบรวมกับสิ่งสกปรกต่าง ๆ ที่อยู่ในช่องหู รวมเป็นขี้หู ซึ่งอาจพบได้ทั้งแบบเปียก หรือแบบแห้ง

ขี้หูมีประโยชน์ในการช่วยทำความสะอาด ช่วยป้องกัน และช่วยหล่อลื่นช่องหูชั้นนอก โดยส่วนใหญ่แล้วขี้หูสามารถหลุดออกไปจากช่องหูได้เอง โดยเฉพาะเวลาขยับปากหรือการเคี้ยวจะช่วยกระตุ้นการขับขี้หู

ถ้าหากเกิดภาวะขี้หูอุดตัน อาจทำให้มีการได้ยินลดลงจากการนำเสียงบกพร่องได้ถึง 40 เดซิเบล

ขึ้นอยู่กับระดับการอุดตัน และอาจทำให้มีอาการอื่น ๆ หรือภาวะแทรกซ้อนอื่นตามมาด้วยได้ เช่น ปวดหู ไอ เสียงในหู คันหู มีกลิ่นในหู น้ำออกหู รู้สึกแน่นในหู ดังนั้น หากมีอาการผิดปกติเหล่านี้ควรมาพบแพทย์

ในบางรายอาจมีภาวะขี้หูอุดตันโดยที่ไม่มีอาการเลยก็ได้ และอาจไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะนี้ หากไม่ได้ไปตรวจหู

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะขี้หูอุดตันมีหลายอย่าง เช่น ลักษณะของช่องหูที่แคบ การผลิตขี้หูที่มากผิดปกติ โรคเยื่อบุช่องหูที่ผิดปกติ

ข้อควรระวังในการทำความสะอาดหูคือ การแคะหรือปั่นช่องหูด้วยคอตตอนบัดอาจสามารถเอาขี้หูออกได้ แต่อาจทำให้เกิดการดันขี้หูให้เข้าไปลึกขึ้น เกิดการอุดตันกว่าเดิมได้ และอาจทำให้เกิดแผลที่บริเวณช่องหูชั้นนอกหรือแก้วหูทะลุได้หากดันไปลึกเกินไป และตัวสำลีอาจหลุดเข้าไปเป็นสิ่งแปลกปลอมในหูได้อีกด้วย

ส่วนการรักษาขี้หูอุดตันมีหลายวิธี เช่น การใช้อุปกรณ์แคะหรือดูด การสวนล้าง การใช้ยาละลายขี้หู (ceruminolytics) เช่น น้ำมันมะกอก โซเดียมไบคาร์บอเนต เป็นต้น ซึ่งการออกฤทธิ์หลักคือ ทำให้ขี้หูนิ่มขึ้น จนสามารถเอาออกได้ง่ายขึ้น และถ้ามีกล้องส่องตรวจหูร่วมด้วยจะสามารถดูได้ละเอียดขึ้นว่าขี้หูหมดหรือไม่ เยื่อบุผิวช่องหู มีแผลหรืออักเสบติดเชื้อหรือไม่ หรือแก้วหูมีลักษณะปกติไหม

ภาวะขี้หูอุดตันอาจสามารถป้องกันได้ด้วยการหลีกเลี่ยงการแคะปั่นช่องหู ทำความสะอาดเฉพาะหูด้านนอกเท่านั้น และหากมีอาการดังกล่าวข้างต้น ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย เพราะอาจเป็นขี้หูอุดตัน หรือโรคอื่นก็ได้ และรีบรักษาก่อนที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา

การตรวจสมรรถภาพการได้ยิน หรือตรวจสุขภาพของหู

การตรวจสมรรถภาพการได้ยิน หรือตรวจสุขภาพหู เป็นการตรวจการทำงานของหูและระบบโสตประสาท เพื่อประเมินหาระดับการได้ยินเสียงของบุคคลอย่างละเอียด เพื่อให้ทราบถึงระดับความรุนแรงของการสูญเสียการได้ยิน และวินิจฉัยความผิดปกติของระบบการได้ยิน โดยผู้ที่มีการได้ยิน “ปกติ” จะมีระดับที่เริ่มได้ยินเสียงอยู่ระหว่าง -10 ถึง 25 เดซิเบล หากมากกว่า 25 เดซิเบล ถือว่ามีความผิดปกติของการได้ยิน

เราต้องหมั่นสังเกตอาการเบื้องต้นว่า มีการได้ยินที่ผิดปกติหรือไม่!!!

หากบุคคลนั้นเรียกแล้วไม่ได้ยิน ฟังคำพูดไม่ชัดเจนต้องถามซ้ำ
ความถี่เกี่ยวกับหู เช่น หูอื้อบ่อย มีเสียงรบกวนในหูบ่อย เป็นต้น
บาดเจ็บบริเวณหูและศีรษะ ร่วมกับมีการสูญเสียการได้ยิน
ตรวจก่อน/หลังการผ่าตัด หรือการใช้ยากลุ่มที่อาจทำลายประสาทหู
ได้รับการกระทบกระเทือนจากเสียงดัง หรือทำงานในที่ที่มีเสียงดัง
มีประวัติหูตึง หูหนวกในครอบครัว สาเหตุจากกรรมพันธุ์
ผู้ที่ต้องการใส่เครื่องช่วยฟัง
เด็กที่พูดช้า พูดผิดปกติ ไม่ตอบสนองต่อเสียง หรือมีปัญหาการเรียนรู้
ผู้ที่ควรตรวจการได้ยิน

เด็ก

มีความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับหูและการได้ยิน เช่น เป็นหวัดเรื้อรัง ปวดหู หูอื้อ
พัฒนาการทางภาษาและการพูดไม่สมวัย
เด็กที่มีความเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยิน เช่น คลอดก่อนกำหนด มีภาวะตัวเขียวหรือตัวเหลือง
ผู้ใหญ่

มีความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับหูและการได้ยิน เช่น ปวดหู หูอื้อ มีเสียงรบกวนในหู
บุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยิน เช่น ทำงานในที่ที่มีเสียงดัง กินยาบางชนิด
ผู้สูงอายุ
วิธีการตรวจการได้ยิน

แบ่งออกเป็น ตรวจเพื่อคัดกรอง และเพื่อวินิจฉัย

วิธีตรวจเพื่อคัดกรอง ใช้ส้อมเสียงเคาะถามคนไข้เพื่อทดสอบการได้ยิน หรืออาจเว้นระยะ 1 เมตร แล้วเรียกถามคนไข้ 5 คำ แล้วทดสอบว่าได้ยินครบหรือไม่
วิธีตรวจเพื่อวินิจฉัย ใช้เสียงบริสุทธิ์ และใช้คำพูด โดยจะค่อย ๆ ลดระดับความดังลงทีละระดับ แล้วให้คนไข้ตอบสนอง
ขั้นตอนการตรวจการได้ยิน

ให้คนไข้ฟังเสียง และให้คนไข้ตอบสนองด้วยการยกมือ
ค่อย ๆ ลดระดับเสียงลงเรื่อย ๆ
หาเสียงที่เบาที่สุดที่คนไข้สามารถตอบสนองได้
หากตรวจแล้วพบว่ามีความผิดปกติ จะทำการส่งตัวคนไข้ไปยังผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการรักษาต่อไป อาจรักษาด้วยยาหรือการผ่าตัดขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการ หากไม่สามารถรักษาได้ จะทำการส่งตัวคนไข้กลับไปที่นักแก้ไขทางการได้ยิน เพื่อวินิจฉัยต่อว่าจะช่วยเหลือได้อย่างไรบ้าง เพื่อให้คุณภาพชีวิตของคนไข้ดีขึ้น เช่น การใช้เครื่องช่วยฟัง เป็นต้น
(ขอบคุณข้อมูลที่เป็นประโยชน์จาก rama chanel)

RELATED POST

เชลซีมีลุ้น!ซูเล่อไม่ปิดโอกาสอำลาบาเยิร์น

นิคลาส ซูเล่อ เซนเตอร์แบ็กร่างยักษ์ของ บาเยิร์น มิวนิค ยอดสโมสรลูกหนังแห่งเวที บุนเดสลีกา เยอรมัน ยืนยันว่า ตนเปิดกว้างให้กับทุกทางเลือกเกี่ยวกับเรื่องอนาคตของตัวเอง ถึงแม้ ซูเล่อ เป็นหนึ่งในผู้เล่นแกนหลักของ บาเยิร์น ยุคกุนซือ ยูเลียน นาเกิลส์มันน์ แต่ปัจจุบันเจ้าตัวเหลือสัญญาค้าแข้งในถิ่น อัลลิอันซ์ อารีน่า…

บิ๊กทีมฝันสลาย ดอร์ทมุนด์ เตรียมมอบสัญญาราคาแพงรั้งตัว “ฮาแลนด์”

โดยอย่างที่เข้าใจว่า เออร์ลิง ฮาแลนด์ เป็นที่หมายปองของหลายสโมสรยักษ์ใหญ่ในยุโรปไม่ว่าจะเป็น เชลซี, เรอัล มาดริด, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ปารีส แซงต์ แชร์กแมง, ลิเวอร์พูล และอีกหลายๆ ทีมที่ต้องการตัวในช่วงปีหน้า เนื่องจากค่าฉีกสัญญาจะลดลงมาเหลือเพียง 67 ล้านปอนด์ (หรือราวๆ 3…

“ลินิเกอร์” ยก “เมสซี-มาราโดนา” คือ 2 แข้งที่อยู่ในระดับเหนือกว่า “โรนัลโด”

แกรี ลินิเกอร์ กูรูลูกหนังชื่อดัง ออกมาเผยว่า ลิโอเนล เมสซี และ ดิเอโก มาราโดนา ตำนานแข้งของโลกผู้ล่วงลับ คือชื่อ 2 แข้งที่ตัวเขามองว่าอยู่ในระดับเหนือกว่า คริสเตียโน โรนัลโด สตาร์คนดังชาวโปรตุเกสของ "ปิศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรยักษ์ใหญ่จาก…

แฉแข้ง “แมนยูฯ” ส่วนใหญ่ยังไม่ยอมฉีดวัคซีนป้องกัน “โควิด-19”

"ปิศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมดังแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ภายใต้การนำทีมของ โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ ผู้จัดการทีมชาวนอร์เวย์ ตกเป็นข่าวว่า มีผู้เล่นส่วนใหญ่ในทีมที่ยังไม่เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกัน "โควิด-19" แต่อย่างใด นั่นทำให้พวกเขาถูกมองว่าเป็นหนึ่งในทีมที่มีอิทธิพลมากที่สุดสโมสรหนึ่งในอังกฤษ เป็นที่เข้าใจกันว่า ฤดูกาลนี้ทางรัฐบาลของอังกฤษได้มีการผ่อนปรนให้แฟนบอลสามารถเข้าชมเกมในสนามได้อีกครั้ง แต่ต้องแสดงหลักฐานการเข้ารับการฉีดวัคซีนจึงจะสามารถเข้าไปเชียร์ทีมรักได้ แต่กระนั้นกลับไม่มีกฎข้อบังคับนี้กับนักเตะที่ฉีดวัคซีนยังไม่ครบ หรือบางรายยังไม่ได้ฉีดวัคซีน…